บทที่ 4 คืนสุดท้ายของครอบครัว
เกือบหนึ่งทุ่ม พิชญาจึงกลับถึงบ้านศิขรเมธิน รถยังไม่ทันจอดสนิทดี เธอก็เห็นบิดายืนรออยู่หน้าบ้าน หญิงสาวเปิดประตูรถแล้วเดินเข้าไปกอดทันที “คิดถึงพ่อที่สุดเลย”
พิชิตเมธหัวเราะ ก่อนลูบศีรษะลูกสาว
“ไปตั้งหลายปี โตแค่ไหนก็ยังอ้อนเหมือนเดิม”
“ก็มีกันอยู่คนเดียวนี่คะ”
“แล้วแม่ล่ะ ไม่คิดถึงแม่หรือ”
เสียงจากด้านหลังทำให้พิชญาหันไป
“แม่!”
วาริณีหัวเราะเมื่อถูกลูกสาวเข้ากอดอีกคน “กลับมาถึงก็มัวแต่กอดพ่อ”
“คิดถึงทั้งคู่แหละค่ะ”
มื้อเย็นวันนั้นอบอุ่นอย่างที่พิชญารอคอย โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยของโปรดของเธอจนแทบไม่มีพื้นที่ว่าง
“แม่ทำเยอะเกินไปแล้ว”
“สามปีถึงได้กลับมาอยู่จริงจังเสียที จะทำแค่นี้ได้ยังไง”
พิชญายิ้ม ก่อนตักอาหารให้ทั้งสองคน เธอเล่าเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เรื่องชีวิตในอังกฤษ และเรื่องแผนที่อยากเข้ามาช่วยบริษัท
“พิชาอยากเริ่มจากฝ่ายต่างประเทศก่อนค่ะ พ่อจะได้ไม่ต้องโยนงานใหญ่ให้ตั้งแต่วันแรก”
พิชิตเมธมองลูกสาวอย่างภูมิใจ
“เรียนมาถึงขนาดนี้ จะให้พ่อเก็บไว้เฉย ๆ ได้ยังไง”
“ก็ต้องให้พิชาลองงานก่อนสิคะ”
“พ่อรอวันที่ลูกกลับมาช่วยตั้งนานแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้พิชญายิ้มกว้าง เธอไม่ทันสังเกตเลยว่าเมื่อพูดถึงบริษัท แววตาของบิดากลับมีบางอย่างซ่อนอยู่ ระหว่างมื้ออาหาร วาริณีถามถึงเรื่องชีวิตส่วนตัว
“แล้วอยู่เมืองนอกตั้งนาน ไม่มีใครมาจีบบ้างหรือ”
“แม่ก็ถามเหมือนมธุรสเลย”
“แสดงว่ามี?”
พิชญาหัวเราะ “มีค่ะ แต่ไม่มีใครถูกใจ”
พิชิตเมธยกคิ้ว “ไม่ต้องรีบ พ่อเลี้ยงลูกได้”
“พ่อพูดแบบนี้ แล้วพิชาจะหาแฟนได้ยังไง”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะ แต่ภาพผู้ชายในเสื้อเชิ้ตดำกลับผุดขึ้นมาในความคิดโดยไม่ตั้งใจ “อชิระ”
เพียงนึกถึงสายตาคมคู่นั้น หัวใจก็เหมือนจะเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง
พิชญารีบดื่มน้ำกลบความรู้สึกประหลาด เรื่องของคนแปลกหน้าคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเล่าให้ใครฟัง
หลังอาหารเย็น สามคนนั่งคุยกันต่อในห้องรับแขกจนดึก เกือบสี่ทุ่ม โทรศัพท์ของพิชิตเมธดังขึ้น บิดาของเธอมองหน้าจอ สีหน้าที่เคยผ่อนคลายกลับเปลี่ยนไปทันที
“ใครคะพ่อ” พิชญาถาม
“เรื่องงาน” พิชิตเมธกดรับสาย ก่อนเดินออกไปคุยด้านนอก
พิชญามองตามอย่างสงสัย ไม่นานบิดาก็กลับเข้ามา แต่สีหน้ายังเคร่งเครียด
“พ่อจะออกไปข้างนอกหน่อย”
วาริณีขมวดคิ้ว
“ดึกแล้วนะคุณ มีอะไรคุยพรุ่งนี้ไม่ได้หรือ”
“เรื่องด่วน”
“ให้คนขับรถพาไปไหม”
“ไม่ต้อง ผมไปเอง”
พิชญาลุกตามบิดาไปถึงหน้าประตู “พ่อ เพิ่งบอกว่าคืนนี้จะอยู่คุยกับพิชา”
“เดี๋ยวพ่อกลับมานะ”
“ไปนานไหมคะ”
พิชิตเมธกำลังจะตอบ แต่กลับหยุดมองหน้าลูกสาวนิ่ง ๆ
นานเสียจนพิชญาเริ่มรู้สึกแปลก
“พ่อคะ?”
มือใหญ่ยกขึ้นลูบศีรษะเธอ “พิชา”
“คะ?”
“ต่อให้วันหนึ่งพ่อไม่ได้อยู่ดูแลลูกแล้ว ลูกต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ”
พิชญาหลุดหัวเราะ “วันนี้พ่อเป็นอะไรคะ พูดเหมือนคนแก่เลย”
“พ่อก็แก่แล้ว”
“ไม่เห็นแก่ตรงไหน”
ชายวัยกลางคนยิ้ม แต่ดวงตากลับไม่ได้ยิ้มตาม “จำไว้อย่างหนึ่งนะลูก”
“อะไรหรือคะ”
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อรักลูกมาก”
ความรู้สึกไม่สบายใจผุดขึ้นวูบหนึ่ง พิชญาจับแขนบิดา “มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่มีนะ”
“แน่ใจนะคะพ่อ”
“แน่สิลูก” เขาตบหลังมือลูกสาวเบา ๆ
“ไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน”
พิชญาจึงยอมปล่อยมือ รถของบิดาแล่นออกจากประตูบ้านไปช้า ๆ
เธอยืนมองไฟท้ายรถจนลับสายตา ก่อนถอนหายใจแล้วกลับขึ้นห้อง
หญิงสาวคิดเพียงว่าพรุ่งนี้คงถามพ่อให้รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น
เธอยังมีเวลา พรุ่งนี้ยังมาเสมอ อย่างน้อยเธอก็เชื่อเช่นนั้น
จนกระทั่งเวลา หกโมงสิบสองนาที ในเช้าวันรุ่งขึ้น
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พิชญางัวเงียควานหาโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียง
หมายเลขที่ปรากฏไม่คุ้นตา “ฮัลโหล สวัสดีค่ะ”
“ขอเรียนสายญาติของคุณพิชิตเมธ ศิขรเมธินครับ”
หัวใจหญิงสาวกระตุก “ฉันเป็นลูกสาวค่ะ”
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนประโยคหนึ่งจะดังขึ้น
“เมื่อคืนคุณพิชิตเมธประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ครับ”
พิชญาลุกขึ้นนั่ง “แล้วตอนนี้พ่ออยู่ที่ไหนคะ”
ไม่มีคำตอบทันที ความเงียบเพียงไม่กี่วินาทีนั้นยาวนานจนแทบหยุดลมหายใจ “ทางโรงพยาบาลต้องขอแสดงความเสียใจด้วยครับ”
โทรศัพท์หลุดจากมือ ภาพสุดท้ายของพ่อเมื่อคืนย้อนกลับมา
รอยยิ้ม มือที่ลูบศีรษะเธอ และประโยคที่บอกว่า
พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน แต่พรุ่งนี้ของพ่อ...ไม่มีอีกแล้ว
พิชญาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองผ่านงานศพของพ่อมาได้อย่างไร
หลายวันนั้นเหมือนทุกอย่างเกิดขึ้นในม่านหมอก มีคนเดินเข้ามาจับมือ
มีเสียงบอกให้เธอเข้มแข็ง มีพวงหรีดเต็มศาลา มีรูปบิดาวางอยู่หน้าหีบศพ และมีมารดาซึ่งแทบไม่ยอมพูดกับใคร
พิชญาอยากร้องไห้ อยากล้มลงเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่เธอทำไม่ได้
เพราะหากเธอล้มอีกคน บ้านหลังนี้คงไม่เหลือใครให้ยืน หลังงานศพผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ทนายประจำตระกูลก็เดินทางมาที่บ้านพร้อมเอกสารหลายแฟ้ม
และภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ชีวิตของพิชญาก็พังลงอีกครั้ง
